1 กุชชี่ (Gucci)
ก่อตั้งในปี 1921 โดย Guccio Gucci ในอิตาลี มีชื่อเสียงไปทั่วโลกด้านเครื่องหนังที่ยอดเยี่ยม และแฟชั่นสไตล์อิตาลี Gucci ถือเป็นแบรนด์อิตาลีที่ดีที่สุด สร้างยอดขายประมาณ ปีละ 2.2 พันล้านดอลลาร์
2 หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton)แฟชั่นนี้เป็นของฝรั่งเศส เป็นที่ชื่นชอบในคนที่ชอบการแต่งตัวสวย เชี่ยวชาญในด้านแว่นกันแดด เครื่องหนัง, นาฬิกา, รองเท้า
3 ชาแนล (Chanel)
ชาแนลเป็นแฟชั่นไอคอนที่รู้จักกันดี และถือเป็นยี่ห้อหรูหราและทันสมัยที่สุดระดับไฮเอนด์ มีชื่อเสียงด้าน น้ำหอม, เสื้อผ้า, เครื่องสำอางค์และอื่น ๆ อีกมากมาย 4 เบอร์เบอร์รี่ (Burberry) เป็นแบรนด์หรูของอังกฤษ ที่ผลิตทุกอย่างตั้งแต่ น้ำหอม เสื้อผ้า และ Accessories ผลิตภัณฑ์มีรูปแบบที่โดดเด่นมาก มักจะถูกคัดลอกโดยบ้านทุกแฟชั่น ยอดขายประมาณปีละ 1 พันล้านดอลลาร์
5 เฟนดิ (Fendi)
เป็นแบรนด์อิตาลีที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดสำหรับกระเป๋าถือ เริ่มต้นในปี 1925 ยอดขายประมาณปีละ 338,500,000 ดอลลาร์ 6 คริสเตียน ดิออร์ (Christian Dior) มีสำนักงานใหญ่ในกรุงปารีส เปิดตัวในปี 1946 มีชื่อเสียงด้านเสื้อผ้าแฟชั่นที่ดีที่สุด Accessories และเครื่องหนัง โดยวางจำหน่ายในร้าของตนเองกว่า 160 ร้านค้าทั่วโลก สร้างรายได้ประมาณปีละ 18 พันล้านดอลลาร์ทุกปี 7 ปราด้า (Prada) ก่อตั้งโดยมาริโอ ปราด้า ผลิตอุปกรณ์เครื่องหนังไฮเอนด์, หมวก และรองเท้า ยอดขายประมาณปีละ 1.7 พันล้านดอลลาร์ 8 คริสเตียน ลูบูติน (Christian louboutin) เปิดตัวในปี 1991 ในประเทศฝรั่งเศส, ออกแบบและผลิตรองเท้าสำหรับผู้หญิง รองเท้าเหล่านี้จะไม่มีคู่ที่เหมือนกันเลย จุดมุ่งหมายหลัก คือ การทำให้ผู้หญิงรู้สึกมั่นใจ เพราะหากเธอสามารถซื้อรองเท้าเหล่านี้ได้ ทำไมจะไม่ทำให้เธอรู้สึกอยู่เหนือผู้อื่น
9 เวอซาเช่ (Versace)
Gianni Versace เป็นชาวาอิตาลี ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1978 ได้รับความนิยมทันทีหลังจากที่ได้เปิดบูติกแรก และวันนี้ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ดีที่สุด และมีราคาแพงที่สุดในโลก ผลิตเกือบจะทุกอย่าง เช่น รองเท้า เสื้อผ้า หรือน้ำหอม
10 เฮอร์เมส (Hermes)
เป็นแบรนด์ที่ฝรั่งเศสระดับสูง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในการผลิตกระเป๋าที่สวยงามมากที่สุด หนังจะนุ่มกว่าขนสัตว์ ยอดขายประมาณปีละ 2 พันล้านดอลลาร์ |
วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557
10 สุดยอด แบรนด์แฟชั่น ที่แพงที่สุดในโลก
แบรนด์ดังระดับโลกที่ควรรู้จักนะจ๊ะสาวๆ
Louis Vuitton
ความเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton
จำนวนที่ผลิตออกมาจะเท่ากับขายออกไป และจะหยุดผลิตเมื่อขายได้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ (เพราะถ้าผลิตออกมามากเกินไปจะดูเป็นของธรรมดาที่ใครๆ ก็มี)
ควบคุมการกระจายสินค้าด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านบริษัท หรือร้านขายส่ง จะขายให้เฉพาะร้านที่เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการเท่านั้นโดยมีร้านที่บริหารโดยตรงของแต่
ละพื้นที่ในโลกเป็นศูนย์กลางตั้งร้านบูติกในเมืองหลักโดยใช้อัตรา 1 ร้านต่อประชากร 1 ล้านคน และจำกัดให้มีสินค้าแบบเดียวกันเพียง 1 ถึง 2ชิ้นเท่านั้น
ไม่มีการโฆษณาออกทีวี ,ไม่มี Second Line, ไม่มีส่วนลด (เป็นแบรนด์เดียวในประวัติศาสตร์ 156 ปีที่ผ่านมายังไม่เคยขายสินค้าลดราคาแม้แต้ครั้งเดียว) ,ไม่มีของ
แถมไม่ขายเป็นเซ็ต , ไม่มี Outlet ,ห้ามออกใบอนุญาต(License)ให้ใครผลิต ไม่ตั้งราคาเป็นเศษ ตั้งเป็นตัวเลขกลมๆ
(ไม่ต้องใช้ตัวเลขหลอกล่อก็มีคนมาต่อแถวซื้อ)
Gucci
การเป็นคนเก่งที่มีคนยกยอปอปั้นอยู่ตลอดเวลาสามารถทำให้คนๆนั้นเสียผู้เสียคนได้ หากไม่มีความหนักแน่นพอ เพราะเกิดอาการหลงตัว ทอม ฟอร์ด(Tom Ford) ดีไซเนอร์ที่ปลุกยี่ห้อกุชชี (Gucci)
แบรนด์เนมอิตาเลี่ยนที่ใกล้ล้มละลายให้กลับมาผงาดในยุทธจักรแฟชั่นไม่พ้นความจริงข้อนี้ได้ในปี ๑๙๙๔ เมื่อโดเมนิโก เด โซเล (Domenico de Sole) ผู้บริหารกุชชีแต่งตั้ง ทอม ฟอร์ด ให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของกุชชีนั้น ทอม ฟอร์ด ยังเป็นดีไซเนอร์ที่ไม่มีใครรู้จักทั้งๆที่ทำงานกับแบรนด์เนมนี้ตั้งแต่ปี ๑๙๙๐ การทำงานที่เข้ากันได้ดีระหว่างสองคนนี้ทำให้กิจการของกุชชีกลับมาเรืองรุ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดเมนิโก เด โซเลและ ทอม ฟอร์ด เปรียบเสมือนคู่แฝดในวงการแฟชั่น เรียกชื่อกันสั้นๆว่า Dom-Tom แม้ โดเมนิโก เด โซเล จะเป็นผู้บริหารและ ทอม ฟอร์ด เป็นดีไซเนอร์ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าอัจฉริยภาพของ ทอม ฟอร์ด ทำให้เขามีอำนาจเด็ดขาดในการรังสรรค์ผลงานทุกด้านในนามของกุชชี ไม่ว่า
จะเป็นคอลเลคชั่นเสื้อ ส่วนประกอบแฟชั่น น้ำหอม และแม้แต่แคมเปญโฆษณา
ดังนั้น ทอม ฟอร์ด จึงเป็นภาพลักษณ์ของกุชชี และกุชชีคือทอม ฟอร์ด
ทอม ฟอร์ด กลายเป็นดีไซเนอร์ดังที่ใครๆต้องจับตามอง เป็นดีไซเนอร์ที่จับต้องอะไรกลายเป็นเงินทองไปหมด ห้องเสื้อดังอยากได้ไปทำงานด้วย ทว่าเขาขออยู่คู่กับกุชชีการทำงานแบบสองประสานดำเนินไปด้วยดีจนกลุ่ม PPR (Pinault-Printemps-Redoute) เข้าบริหารกลุ่มกุชชี นักธุรกิจอย่าง ฟรองซัวส์ ปิโนลท์ (Francois Pinault) ที่ทุ่มเงินก้อนโตเพื่อเป็นหุ้นใหญ่ของกลุ่มกุชชี มีหรือจะปล่อยให้ “คนนอก”ที่ตนไม่เคยคุ้นบริหารกิจการของตนอย่างสบายมือ นั่นเป็นที่มาของ “ปัญหา” Dom-Tom ที่เคยใหญ่คับกุชชี กลับถูกจำกัดอำนาจ แผนงานต้องผ่านความเห็นชอบของ นายแซร์จ ไวน์แบร์ก (Serge Weinberg) ประธานกลุ่ม PPR และ นายฟรองซัวส์-อองรี ปิโนลท์ (Francois-Henri Pinault) ลูกชาย นายฟรองซัวส์ ปิโนลท์ และเป็นประธานบริษัทArtemis บริษัทลูกของ PPR ที่ดำเนินธุรกิจสินค้าหรู อย่างไรก็ตาม เมื่อกลุ่มPPR ซื้อกิจการห้องเสื้ออีฟส์ แซงต์-โลรองต์ (Yves Saint-Laurent)ยังมอบหมายให้ ทอม ฟอร์ด เป็นดีไซเนอร์คอลเลคชั่นเสื้อสำเร็จรูปของแบรนด์เนมฝรั่งเศสนี้ อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ ทอม ฟอร์ด มั่นใจว่าตนยังมีความสำคัญและเป็น “ความจำเป็น” ของกลุ่ม PPR
Chanel
ไม่ว่าใครจะชอบเสื้อผ้ายี่ห้อไหน หรือของใครเปรี้ยว ของใครสวย ของใครใหม่กว่ากัน แต่บรรดาดีไซเนอร์ที่ล้วนเอ่ยชื่อมาทั้งหมด หรือ มิได้เอ่ยชื่อ ก็ล้วนแล้วแต่ เดินตามทาง ของหญิงคนหนึ่ง เมื่อ 80 กว่าปีก่อน นาม Mademoiselle Chanel นั่นหมายความว่า ไม่มีใครทำอะไรใหม่กว่า ทำอะไร
หากถามผู้หญิงสังคมคนใด คงมีน้อยคนที่ไม่รู้จัก brand ดังยี่ห้อ Chanel เพราะไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หรือแม้แต่น้ำหอม ต่างเป็นที่นิยมในหมู่ผู้มีอัน..ทั้งหลาย เป็นที่น่าแปลกที่ Brandดังยี่ห้อนี้อยู่คู่กายผู้หญิงบนโลกใบนี้มาเกือบ 100 ปีแล้ว (ใครจะเชื่อ) ด้วยการ Design ที่เน้นความเป็น Classic และ Elegant จึงทำให้ เสื้อผ้าของ Chanel ใส่ได้ทุกยุคทุกสมัยโดยไม่เคยตกยุค
Prada
การ เกิดของผลิตภัณฑ์ Prada ครั้งแรกนั้น โด่งดังมาจาก สินค้าประเภทเครื่องหนัง จากร้านเล็กๆ ในเมืองมิลาน เมื่อปี 1913 ชื่อแบรนด์ของสินค้านั้น มาจาก ชื่อของ Muiccia Prada และมันก็ยังเป็นที่รู้จัก ในนามผู้นำ แฟชั่น มีชื่อมาจนถึง ทุกวันนี้ โดยคู่แข่งของ Prada นั้นได้แก่ Christian Dior, Gucci, Chanel, Dolce & Gabbana และ Giorgio Armaniจริงๆแล้ว การเกิดขึ้นของ Prada นั้นเริ่มต้นใช้ชื่อว่า Fratelli Prada มาก่อน โดย Leanne Le Prada
ใน ปี 1989 สองสามีภรรยา ก็ได้ออกชุด แฟชั่นเสื้อผ้าพร้อมใส่ เป็นครั้งแรก สินค้าชิ้นต่างๆ ที่ออกตลาด ล้วนประสบความสำเร็จ ทำให้ยอดขายในปี 1990 พุ่งเป็น $31 เหรียญล้านสหรัฐ และ $674 ล้านเหร๊ยญสหรัฐ ในปี 1997 โดยคาดว่าในปี 2010 ทรัพสินของ Prada จะมีมูลค่าถึง $5 พันล้านเหรียญสหรัฐPrada แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ของสไตล์ที่ล้ำสมัย มุ่งมั่น แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานแห่งความสง่างาม
H&M
H&M เป็นแบรนด์อินเตอร์สัญชาติสวีเดน โดยร้านแรกของ H&M
เปิดที่เมือง Västerås ประเทศสวีเดน ในปี ค.ศ. 1947 หรือประมาณ
กว่า 60 ปีมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้ H&M มีอายุยืนยาวมากว่า 60 ปี ก็
เป็นเพราะว่าเสื้อผ้าของ H&M มีหลายสไตล์ ตั้งแต่แนว Casual
(เรียบง่าย) ไปจนถึง Luxury (หรูหราฟู่ฟ่า) พร้อมกับคอนเซปท์
ที่ว่า Fashion and Quality at the Best price
สินค้าของ H&M แบ่งเป็น เสื้อผ้าผู้หญิง เสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าเด็ก
เครื่องประดับ และเครื่องสำอาง และจนถึงปัจจุบัน H&M มีสาขาใน
34 ประเทศ รวม 1,800 ร้าน และมีพนักงานรวม 73,000 กว่าคน
ตลาดหลักที่สำคัญที่สุดของ H&M นอกจากสวีเดนแล้วคือ อังกฤษ
และ เยอรมัน
Celine
ก่อนจะมาเป็นแบรนด์ขวัญใจลูกค้าระดับเอลิสต์ทั่วโลกแรกเริ่มเดิมที Celine เป็นร้านสำหรับตัดรองเท้าเด็ก ตั้งอยู่บริเวณฝั่ง Left Bank ของกรุงปารีส โดยก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1945 ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1960 จึงเริ่มขยับขยายธุรกิจสู่รองเท้าสำหรับผู้ใหญ่ กระเป๋า จนมาถึงคอลเลคชั่นเสื้อผ้าชั้นสูงสไตล์สปอร์ตแวร์ซึ่งขายแยกชิ้น หรือย่างที่ Madame Celine Vipiana ทายาทตระกูล ผู้กุมบังเหียนห้องเสื้อนี้บอกไว้ว่า "เป็นแฟชั่นสำหรับทุกคน" และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากบรรดาแฟชั่นนิสต้าระดับเศรษฐีในฝรั่งเศสและยุโรป
มาดามเซลีนนับเป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่ขยายปีกของ Celine และสไตล์เก๋เซ็กซี่แบบสาวปารีเซียนให้เป็นที่รู้จักจนมีวางจำหน่ายในเมืองใหญ่ทั่วโลก อย่างมอนติคาร์โล, โรม, โตเกียว หรือฮ่องกง จนกระทั่งในปีค.ศ.1998 ดีไซเนอร์ชาวอเมริกัน Michael Kors ก้าวมารับตำแหน่ง Chief Designer พร้อมเปิดตัวคอลเลคชั่น ready-to-wear เป็นครั้งแรก และทำได้ดีจนเป็น Creative Director ในที่สุด ช่วงเวลาที่คอร์สมาดูแลนั้นยิ่งตอกย้ำความหรูหราในดีไซน์ให้เพิ่มขึ้นถึงขีดสุด เรียกว่าสาวเจ็ทเซ็ตคนไหนอยากได้ชุดใหม่ที่จะเข้ากับเครื่องเพชรของเธอก็ต้องมาที่ Celine ก่อนเป็นแห่งแรก นับเป็นสูตรความสำเร็จที่ทำให้ยอดขาย
ในร้านกว่า 100 แห่งทั่วโลกทะยานสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่หลังจากปี 2004 ที่เขาลาออก ก็มีดีไซเนอร์มารับช่วงต่อ ทั้ง Roberto Menichetti และ lvana Omazic แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองไม่สามารถรักษาเสน่ห์ความหรูหราปารีเซียนให้มัดใจบรรดาฟรอนท์โรว์ทั้งหลายได้ และในที่สุด LVMH ก็ตัดสินใจเลือก ฟีบี้ ฟิโล มากอบกู้ศักดิ์ศรีของแบรนด์ไว้เมื่อปลายปี 2008 ที่ผ่านมา และเริ่มส่งผลงานแรกของเธอกับคอลเลคชั่น Spring/Summer 2010
สิ่งที่ฟีบี้ ฟิโลทำก็คือ การตัดทอนรายละเอียดฟู่ฟ่าอย่างระบาย โบว์ หรือลูกปัดออก คงไว้แต่แพทเทิร์นคมกริบแบบมินิมัลลิสต์ ที่ดูโก้หรูในตัวโดยไม่ต้องพึ่งตัวช่วยอะไรมาก คอลเลคชั่นของ Celine ยุคใหม่ไม่ได้หวือหวาราวกับเสื้อผ้ากระเป๋าในโชว์ แต่ทุกชิ้นได้รับการออกแบบมาให้เป็นชิ้นสำคัญที่คุณควรมีอยู่ในตู้เสื้อผ้า เป็นความเรียบแต่ดูไม่ง่ายจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเดรสหนังทูนิค กระโปรงทรงเอไลน์เรียบๆ ใส่กับเสื้อเชิ้ตขาวแนวมาสคิวลิน คัตติ้งสุดเนี้ยบในโทนสีดำ น้ำเงิน น้ำตาลคาราเมล และขาว
สำหรับกระเป๋า ฟิโลก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเช่นกัน กับกระเป๋าหนังที่ปราศจากหมุดโซ่อะไรที่ดู "เยอะ" แต่กลับเป็นกระเป๋าหน้าตาเรียบๆ ที่ดูโก้หรู ปราศจากโลโก้แบรนด์ให้เขรอะ สวยด้วยฟังก์ชั่นในตัว ไม่ว่าจะเป็นการนำกระเป๋า Box Bagมาปัดฝุ่นใหม่ หรือรุ่น Luggage ที่ทั้งสองแบบเป็นอาวุธคู่กายของเอดิเตอร์ชั้นนำหลายคนในแฟชั่นวีคปีนี้ เบียดแบรนด์เจ้าประจำทั้งหลายให้เรตติ้งตกไปเยอะอยู่ Celine ในยุคของฟีบี้ ฟิโล ทำให้เราเห็นว่าผู้หญิงสามารถดูดีได้ในทุกช่วงวัยด้วยเสื้อผ้าที่ใส่สบายและเข้ากับชีวิตประจำวันของพวกเธอ ฟิโลบอกว่าเธอออกแบบเสื้อผ้าที่ดูน่าลงทุนคลาสสิค ใส่ได้นาน มากกว่าแบบที่เกินซีซั่นนี้ไปก็เอ้าท์แล้ว และดูเหมือนคนแฟชั่นรวมถึงสาวๆ ทั่วโลกก็น้อมรับปรัชญาข้อนี้ไว้ด้วยความเต็มใจความสำเร็จของสองซีซั่นที่ผ่านมา ทำให้การกลับมาของ Celine เป็นการฟื้นคืนชีพของสไตล์มินิมัลลิสต์ที่โก้หรูได้อย่างภาคภูมิ และเป็นบทพิสูจน์ของฟิโลเองด้วยว่า ถึงเธอจะขอย้ายศูนย์บัญชาการจากปารีสมาอยู่ที่ลอนดอนบ้านเกิด ก็ไม่อาจหยุดยั้งความแรงนี้ได้ในปี 1945ทีมงานของ Celine และ Richard Vipiana เปิดร้านบูติกขนาดเล็กสำหรับเด็กในกรุงปารีส
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




